วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ยอดภูเขานั้น มีไว้ให้พิชิต




มีบทความอยู่ 1 บทความเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก หลายคนช่างเปรียบเปรยว่ายอดภูเขานั้นมีไว้ให้ปีนป่ายมีไว้ให้พิชิต และความรู้สึกของคนที่พิชิตนั้นบอกว่า
บนยอดภูเขานั้นเปรียบเหมือนดินแดน แห่งสวรรค์เป็นสุดยอดมหัศจรรย์
สุดพิเศษมากกว่า ที่แห่งใดในโลก.......
ยังเปรียบเปรยอีกต่อไปว่าความสำเร็จของคนนั้นเหมือนกับการปีนภูเขาที่มีเส้นทางที่ต้องเดินผ่าน แต่ละจุด แต่ละก้าวนั้นคือ ข้อพิสูจน์ถึงแรงมุ่งมั่น
แรงศรัทธาอันแรงกล้า ที่จะฟันฝ่าอุปสรรคทั้งมวล แต่ถ้าใครตัดสินใจที่จะปีนป่ายภูเขาอันสูงชันนั้ แต่ไม่สำเร็จ
เราจะเรียกคนเหล่านั้นว่าอะไรดี ไอ้ขี้แพ้ ไอ้คนล้มเหลว ไอ้คนฝันเฟื่อง ฯลฯ อย่างงั้นหรือ ลองอ่านเรื่องนี้ดูก่อน ก่อนที่จะตัดสินใครหรือตัดสินใจ ในเรื่องที่ยังไม่กล้าทำในชีวิต
ไมล์ ฮิลตันบาร์เบอร์ เป็นคนธรรมดาสามัญที่บังเอิญเกิดมามีพ่อเป็นนักบินในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังเกษียณ พ่อของเขาลาออกจากการเป็นทหารและต่อมาได้เป็นผู้อำนวยการ องค์การบินพลเรีอนของซิมบับเว ซึ่งดูดีและยอดมากๆ ในสายตาของเด็กในวัยเขา
ในความฝันของเขานั้นจึงมีพ่อเป็นฮีโร่ในใจและเขาฝันว่าสักวันหนึ่งเมื่อโตขึ้นเขาจะเป็นนักบิน ที่สำคัญเขาจะต้องบินข้ามโลกกว้างนี้ให้จงได้
ดังนั้นในช่วงวัยเด็ก ในชีวิตของ ไมล์ นั้น ปีนขึ้นและปีนลงและมีเพื่อนเล่นเป็นเครื่องบินอันใหญ่โตเขาเติบโตท่ามกลางความฝันที่ยิ่งใหญ่ห้อมล้อมอยู่
แต่แล้วในวันหนึ่ง เมื่อเขาอายุ 30 ปีความฝันที่เขาฝันมาตลอดหลายปีก็ได้แตกสลายลงอย่างฉับพลัน เมื่อเขาพบว่าเขาจะไม่มีโอกาสได้เป็นนักบินแน่นอน
เพราะเขากำลังจะเป็นคนตาบอด และทุกคนเชื่อกันว่า ไม่มีคนตาบอดคนไหนในโลกนี้ จะบินข้ามโลกได้มันเป็นเรื่องที่มีแต่ในนิทาน ที่คนช่างฝันแต่งขึ้นมาเท่านั้น
เอาเพียงแค่ขับเครื่องบินได้ก็เป็นเรื่องที่เพ้อเจ้อและเป็นไปไม่ได้และโรคตาบอดของเขานั้นเกิดมาจาก กรรมพันธ์และในครอบครัวเขาก็ยังมีพี่ชายอีกคนหนึ่งที่ตาบอดเหมือนกัน
ชีวิตของไมล์หลังจากนั้นเลยตกในโลกแห่งความมืดมิด และหมดสิ้นความฝันเขาใช้ชีวิตแบบปล่อยไปตามชะตากรรมเหมือนคนตาบอดทั่วไป
เพราะคิดอยู่เสมอว่าเขาเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร มีข้อจำกัดมากมายในการที่ทำอะไรได้เหมือนกับคนตาดี และเชื่อว่าคนตาบอดอย่างเขาจะมีโอกาสอะไรดีดีในชีวิตอีก แค่เดินได้ก็บุญโขแล้ว
มีคนเคยพูดกับเขานั้นว่าการมองไม่เห็นนั้น เป็นเรื่องที่โหดร้ายมากที่จะเกิดกับใครซักคนซึ่งสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า คนตาดีนั้นมีความรู้สึกต่อการมองไม่เห็นว่า
...............มันเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงต่อการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้.............
แต่สำหรับ ไมล์ นั้น เขาเองก็คิดอย่างนั้นเช่นกันเขาจึงจมอยู่กับความ มืดและความกลัวความไม่กล้าอยู่ 14 ปี แต่เมื่อเขาเจอกับพี่ชายที่ตาบอด เช่นกัน ความคิดแย่ๆที่ลบแสนลบได้ถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พี่ชายตาบอดได้มาบอกกับไมล์ ว่าเขาได้ตัดสินใจ ที่จะเล่นเรือยอชน์ที่ต่อเองจากเมือง เดอวอน ที่ประเทศแอฟฟริกาใต้
เพื่อแล่นข้ามสมุทรไปยังออสเตรเลีย
และที่สำคัญเขาจะเดินทางอันแสนหฤโหดนี้ไปโดยตามลำพัง โดยที่ไม่มีลูกเรือเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งหลายคนบอกว่า แจฟฟรี่นั้นทั้งบ้าและสุดแสนจะโง่ๆๆๆๆๆ หรือซุปเปอร์ โง่
แต่เจฟฟรีได้บอกกับ ไมล์ ว่า คนทั่วไปมักสร้างกำแพงรอบๆตัวเราตีกรอบจำกัดตัวเอ ง แต่กำแพงพวกนี้นั้นมักเกิดจากความกลัวจากสิ่งที่เปราะปรางที่เราสามารถทลายลงได้ เพื่อทำในสิ่งที่ทุกคนบอกว่า ไม่มีทางทำได้
ในที่สุดเจฟฟรีก็ได้ออกเดินทางข้ามมหาสมุทรเพียงลำพังท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางเสียงหัวเราะ ท่ามกลางความคาดเดาต่างๆนาๆ
ของผู้ที่พร้อมจะซ้ำเติม เขาเกือบตายเพราะจมน้ำตั้งหลายสิบครั้งแต่เขาก็เอาชีวิตรอดมาได้ สิ่งที่ช่วยเขาไว้ไม่ใช่สิ่งวิเศษ หรือสิ่งมหัศจรรย์ใดใด
แต่มันมาจากหัวใจของเขาเอง หัวใจที่เป็นก้อนเนื้อแค่กำปั้นเล็กๆเหมือนของคนทุกคนในที่สุด เขาได้ถึงชายฝั่งออสเตรเลียจุดหมายปลายทางได้สำเร็จ
และเป็นคนตาบอดคนแรก และคนเดียวที่ทำได้ในสิ่งที่ทุกคนหวาดกลัว
ตราบใดที่เรายังหันไปถูกทาง
ทุกๆก้าวมีความหมาย
และเราต้องเดินก้าวไป........
ยังไม่จบนะคะ ค่อยมาติดตามต่อในตอนที่สอง ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น